KARAOKE GENIE 100 HITS
KARAOKE GENIE 100 HITS
KARAOKE GENIE 100 HITS
นิทานหลอกเด็ก - Sweet Mullet
นิทานหลอกเด็ก - Sweet Mullet

BLOG

Facebook Share Twitter Share

Music lover

December 11, 2009

Music lover : ตอนที่ 1

ฟังเพลงมาแต่เล็ก ตั้งแต่ผมเป็นเด็กบ้านนอกอยู่ต่างจังหวัด

จำได้ว่าตอนนั้นที่สุพรรณฯบ้านผม มีนักร้องลูกทุ่งดังๆหลายท่าน หนึ่งในนั้นที่จำแม่นคือ “สุรพล สมบัติเจริญ” มีเพลงฮิตๆที่สะท้อนภาพบ้านเมืองในยุคนั้นมากมาย น้องๆหลายคนคงไม่รู้จัก น่าเสียดายที่คุณสุรพลต้องจบชีวิตก่อนเวลาอันควร ตอนหลัง (แต่ก็หลายปีแล้ว) ได้คุณก๊อท จักรพันธ์ มาcoverใหม่ ลองไปหาฟังหรือถ้าชอบแบบoriginalก็ลองถามคุณพ่อดูได้

พอ 8 ขวบ ผมเข้ามาเติบโตในกรุงเทพฯ ก็ยังฟังเพลงเรื่อยเปื่อยไม่หยุดยั้ง ยังเป็นลูกทุ่ง แต่เพิ่มลูกกรุง เพลงจีน เพลงฝรั่ง ก็ฟังตามผู้ใหญ่และตามสื่อสมัยใหม่ที่มีอยู่ในยุคนั้น ซึ่งก็มีแค่ทีวีขาวดำ วิทยุเสียงซ่าๆกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงชนิดพกพาที่ชอบตกร่อง ก็เท่านั้น เทป Cd DVD mp3 MTV Ch[V] MV อะไรไม่รู้จัก

พอถึงตอนเป็นวัยรุ่น ก็เริ่มเลือกฟังเพลงเองตามรสนิยมส่วนตัว แบบใจรักและที่เพื่อนๆพลพรรคเฮกัน
ซึ่งเสียงข้างมากมักจะฟังแต่เพลงฝรั่ง ตามอย่างแฟชั่นที่มีทั้งโก๋เดฟ กับโก๋มอส อย่างในหนัง “เก๋า เก๋า”ที่โจอี้บอยเอามาล้อและแสดงนำ

ถ้านุ่งเดฟกางเกงขาลีบ ก็จะเป็นวัยรุ่นแบบพวกนักรบ ชอบตีกัน จะฟังเพลงร็อค หนักๆดุๆ ฮึกเหิม
แต่ถ้านุ่งมอสกางเกงขาบาน จะเป็นพวกนักรัก ชอบสำอาง หรูๆหล่อๆ ล่อเป้า พวกนี้จะฟังเพลงป๊อปทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเพราะ เพลงสนุก เพลงโซล หลายๆเพลงของพวกอินดี้เดี๋ยวนี้ ก็คล้ายเพลงที่โก๋มอสฟังกัน

ไม่ใช่เฉพาะการเมืองเท่านั้นที่ต้องเลือกสีเลือกข้าง วัยรุ่นอย่างเราก็ต้องเอากะเขาด้วย จะลีบจะบานก็ต้องเลือกให้ชัด เดี๋ยวเพื่อนไม่คบ จะมามั่วๆไม่ได้…แต่ผมมั่ว!!
ก็ผมไม่อยากเลือกข้างฟังเพลง ผมอยากฟังเพลงทุกชนิดบนโลก ฟังมันทุกแนวเท่าที่หูเราจะรับได้

ถ้าอยู่บ้านฟังเพลงเฉยๆก็ไม่มีปัญหา แต่มันมายุ่งตอนที่บางทีอยากไปดูคอนเสิร์ตหรือไปปาร์ตี้ ก็ต้องแต่งตัวให้เข้าก๊วนเข้างาน จะออกนอกบ้านทีก็ต้องดูให้ดีว่าวันนี้เขา “ลีบ”หรือเขา “บาน”

การใช้ชีวิตแบบนี้ ทำให้ผมอยู่ท่ามกลางความสับสนและ…อันตราย จะเป็นยังไงก็อ่านต่อตอนที่2…เร็วๆนี้


Music lover : ตอนที่ 2

ดนตรีกับแฟชั่นนั้นตีคู่ด้วยกันมาตลอด ก็คงไม่มีใครแก้ผ้าเวลาฟังเพลงนะครับ

การใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทันสมัยจึงค่อนข้างยุ่ง โดยเฉพาะยุคที่มีกางเกงให้นุ่งแค่2สไตล์ในตอนนั้น

และสรีระผมดันเป็นคนขาสั้น กางเกงที่ใส่ก็ควรเป็น “มอสขาบาน” เพราะมีส้นตึกไว้เสริมให้ดูสูงเพรียวขึ้นอีกติสนึง… แต่เผอิญพ่อผมเค้าไม่ชอบ บอกว่าเหมือนพวก “จิ้งเหลน!!”

เลยต้องจำใจใส่ขา“ลีบ” ทั้งที่หุ่นไม่ให้ใจไม่รัก ถูกใจพ่อเพราะเดฟสมัยนั้น ไม่เหลนลีบเหมือนเดี๋ยวนี้
แต่ออกนอกบ้าน…ก็ถูกเหมาเข้ากลุ่มเป็นพวกนักรบพร้อมลุย เดินดุ่ยๆชุ่ยๆไม่ดูหน้าดูหลังมีหวังโดน “สหบาทา”

ยิ่งเวลาเข้างานคอนเสิร์ตผิดสีผิดกลิ่น ท่าดิ้นท่าเต้นบรรดาขาเดฟก็ “want-วอน” ลีลาวงก็ดุเพลงก็เดือด ส่วนใหญ่จะcoverเพลงร็อคและ heavy metal (แปลว่า “โลหะหนัก”555) ของวงดังๆในเมืองนอก

เอาไวๆเท่าที่นึกได้ก็ เช่น Led Zeppelin, Black Sabbath, Deep Purple, Uriah Heep, Grand Funk, The Who, James Gang, Bad Company, Mountain, Lynyrd Skynyrd, Kinks, Toto, UFO, ELO, Queen, Pink Floyd, Wishbone ash, ZZ top, CCR เป็นต้น

เรดาร์ของผมจึงต้องส่ายสอดส่องตลอดงาน อ่านสถานการณ์ให้ออก ว่าเท้าจะงอก ขวด-แก้วจะว่อน มาตอนไหนมุมไหน ถ้ามั่นใจว่าสภาวะสุกงอม เค้าพร้อมจะลุยจะรบกันแล้ว ก็ต้องรีบเผ่น เดี๋ยวเจ็บฟรี

ก็แค่อยากฟังเพลงดูดนตรี ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตขนาดนี้ก็ไม่รู้ (กรูก็งง)

ก็ทำไงได้ เพราะความสุขเล็กน้อยที่มีก็แค่วิทยุไม่กี่คลื่นกับทีวีไม่กี่ช่อง ว่างๆจากดูคอนเสิร์ตก็ยังต้องหัดไปหาซื้อแผ่นเสียงตามที่แมกกาซีนเค้าแนะนำ มาฟังมาฮิตเองที่บ้าน กันตกกระแสตามประสาเด็กอายุ14-15

วันไหนไปปาร์ตี้ของพวกนักรัก “ขามอส” ก็จะปลอดโปร่ง หายใจหายคอคล่องหน่อย พวกนี้ไม่นิยมความรุนแรง ประมาณ “make love not war” แบบพวกฮิปปี้ประมาณนั้น และแน่นอน! คราวนี้ต้อง “บาน”

เพลงที่ฟังก็ออกแนวสุภาพ เพราะๆสะอาดๆเต้นรำได้ ประเภท Pop, funk, soul ฯลฯ เป็นเพลงจากวงดนตรีและศิลปินที่เป็นตัวจริงอีกสไตล์ เช่น Bee Gees, Middle of the road, Van McCoy, Pilot, Jigsaw, Steely Dan, Rare Earth, Don Mclean, Osibisa, Stories, Elton John, Tower of Power, Three Degree, Earth Wind & Fire, Stylistics เป็นต้น

แต่วีรกรรมทั้งหมดที่เล่าก็ต้องแอบๆ โดยเฉพาะการเอาชุดไปเปลี่ยนนอกบ้าน ไม่ให้พ่อรู้…เดี๋ยวมีร้าว

ฟังแล้วคุ้นๆกับคุณวัยรุ่นยุคB.B.มั้ยคับ555 คราวหน้าจะมาเล่าต่อ คอยนะ


Music lover : ตอนที่ 3

ผ่านพ้นช่วงขาสั้นหัวเกรียน-นักเรียนประถมมัธยม กับการฟังเพลงตามกระแสและตามแต่หน้าปัดจะจัดให้ พี่ๆดีเจก็แสนดี ล้วนมีเรื่องราวมาเล่าสู่ ทำให้รู้ทำให้ได้อะไรที่มากกว่าแค่การฟังเพลง

พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า…เพลงนั้น โน้น โน่น นั่น นี่ มีที่มาอย่างไร ศิลปินแต่งขึ้นจากแรงบันดาลใจอะไร เล่าให้ฟังว่าแต่ละวงมีพัฒนาการกันมาอีท่าไหน มีเครื่องดนตรีอะไรเพิ่มเติมใหม่ๆ สมาชิกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังว่าเวอร์ชั่นแสดงสดแตกต่างจากเวอร์ชั่นในสตูดิโอยังไงบ้าง มีท่อน Solo พิเศษตรงไหน บอกเล่าแม้กระทั่งเวลาความยาวของแต่ละเพลงว่ากี่นาทีกี่วินาที ฯลฯ

การฟังเพลงจากวิทยุที่จัดโดยดีเจในสมัยนั้น จึงเหมือนได้เรียนวิชา Music appreciation ทำให้ได้เห็นคุณค่าของงานดนตรีกรรมที่กระหน่ำโดยวงร็อคอย่างลึกซึ้ง ซึ่งต้องยอมรับว่าดีเจยุคเก่าเค้าขยันหาข้อมูลมานำเสนอ คงเป็นเพราะว่าเค้าต้องไปเลือกหาซื้อเพลงมาเปิดกันเอง ไม่ได้มีใครป้อนใครจัดให้เหมือนดีเจยุคนี้ ที่เน้นเล่นเกมตอบคำถาม ขำๆ เอาใจสปอนเซอร์ โดยมีเพลงเป็นส่วนประกอบเสริมของรายการ

อย่าว่าแต่ข้อมูลที่ไม่มี(และไม่หา) เราพบว่าชื่อศิลปินบางครั้งก็ไม่รู้จัก ยิ่งชื่อเพลงยิ่งเหนื่อยหนัก ไม่ต้องหวัง แทบไม่เคยประกาศ


ภาพประกอบ อัสนี-วสันต์ โชติกุล

3 ปีก่อนเคยถามดีเจวัยรุ่นที่อุดรฯตอนไปตรวจตลาดว่าชอบ “อัสนี-วสันต์” มั้ย แต่…ให้ตายเถอะ! น้องมันไม่รู้จักทั้งที่มีอาชีพดีเจ ถามกลับมาว่าใครอ่ะพี่?!? โอ๊ย! กรูจะเป็นลม

จึงส่วนมากจะเอาใจให้ฟังกันแบบเพลินๆยาวๆราว 10 เพลงรวด ประมาณนั้น เน้นแต่เพลงช้าๆเพราะๆเบาๆ ส่วนเพลงร็อคจะบ่นว่า “หนัก” เปิดยากหนวกหู จึงดูจะไม่เป็นที่ต้องการ ไม่มีที่เปิด…..ชิ่วๆไปเลย!

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดก็มีตรงงบในการจัดซื้อแผ่นเสียงมาเปิด เพราะไม่มีบริษัทสังกัดเพลงเมืองนอกจัดเพลงส่งแผ่นมาให้ จึงเป็นธรรมดาที่แม้จะจัดรายการยังไงก็ต้องเปิดเพลงซ้ำๆ อาจไม่ครอบคลุมและอาจไม่หลากหลายพอ


ภาพประกอบ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่ดีเจสมัยก่อนใช้ในการเปิดเพลงตามคลื่นวิทยุ

จนมาถึงยุคเทปผี ที่อัดเพลงฝรั่งลง Cassette ค้าขายกันแบบเปิดเผย โดยไม่รู้เลย (เหรอ) ว่านี่คือการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างอิสระเสรี มีเพลงดีๆ “ถูกๆ” ให้ฟัง ดังๆข้ามทวีปมามากมาย ภายใต้เทปยี่ห้อ Peacock, eagle, 4track และอื่นๆ


ภาพประกอบ Cassette ของ Peacock เทปอัดเพลงสากลสมัยก่อน เครดิตรูป

จึงเป็นเรื่องสนุก(บนความทุกข์ของฝรั่งและต่างชาติเจ้าของเพลง) ในการแสวงหาเพลงทุกแบบตามอำเภอใจ ตามแต่ที่ผมและเพื่อนๆคอเดียวกันจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์
จากลูกทุ่ง ลูกกรุงถึงเพลงฝรั่งตามยุคตามวัย ผมก็เริ่มเถลไถลหาอะไรที่ไม่ใช่แบบเด็กยุคนั้นฟังกัน ก็ด้วยคุณูปการของเจ้าเทป Cassette นี่ แหละ

ตั้งแต่เพลงฝรั่งยุค 70 ไล่กลับไปยันยุค 60-50 ผมฟังแหลกฟังดะไปจนถึงเพลงพม่า, ญี่ปุ่น,จีน, ลาติน ถึง อินเดีย
ฟังทั้งเพลง POP เพลงไม่ POP เพลงบรรเลง เพลงแจ๊ส และทุกแนว เท่าที่ตังค์จะอำนวย

ก็เทปเพลงค่อนข้างเป็นความสุขยุคใหม่ในขณะนั้น หาซื้อได้ง่ายไม่ต้องพึ่งแผ่นเสียงแผ่นเล็กใหญ่ ไปไหนมาไหนทีก็ลำบากถ้าอยากฟังเพลง ต้องพกพาเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบ “ยก-พกพา” ที่เรียกว่าเครื่อง “pick up”


ภาพประกอบ ร้านน้องท่าพระจันทร์ (สาขาท่าพระจันทร์) ปัจจุบันขยายสาขาและสั่งผ่านอินเตอร์เน็ต

เริ่มมีร้านขายเทปแทบทุกหัวระแหง เพลงชุดไหนไม่มีก็ไปยุให้เค้าทำมาขาย ผ่านร้านเทปร้านน้อง ท่าพระจันทร์ เจ้าประจำข้างมหา’ลัยธรรมศาสตร์ซะส่วนใหญ่

แล้วสวรรค์ก็มีจริงเมื่อ Sony ให้กำเนิด Walk man นวตกรรมสุดล้ำแห่งยุค ความสุขสุดยอดของนักฟังเพลงยุค 80


ภาพประกอบ Sony Walkman เครื่องเล่นเทปคลาสเซ็ทพกพาได้ถือกำเนิดขึ้น

คราวหน้าจะมาเล่าตอนจบ(ถ้าจบ) เพราะยังมีเรื่องเล่าอีกราว 1 หน้า A4 ส่วนวันนี้สะบักเริ่มจะจม นิ้วมือเริ่มระบมเพราะพิมพ์ไม่ค่อยเก่ง


Music lover : ตอนจบ

ยังจำได้ในครั้งแรกที่เพื่อนให้ Walkman มายืมฟัง พอเสียบหูทั้ง 2 ข้างก็ … อู้ฮู๋! อะไรจะปานนั้น เสียงสวรรค์หรือยังไงกันนี่ มันกุ๊งกิ๊ง มันปิ๊งปั๊ง ดังก้องสะใจไปหมด เครื่องดนตรีกี่ชิ้นกี่เสียงได้ยินชัด ประเภทที่ถ้าฟังกันอย่างหูเปล่า คงไม่เร้าใจได้ความรู้สึกเท่านี้แน่นอน

คนรักเสียงเพลงอย่างเรายอมได้ไง เกิดกิเลส Oh yes! อยากได้ ต้องดิ้นรนค้นหามาซักเครื่อง เลยเรื่องใหญ่ต้องเก็บเงิน หางานพิเศษทำ แล้วในที่สุดซื้อมาได้อย่างแจ๋ว เป็นยี่ห้อหัวแถวรุ่นแนวของ Sony สีเหลืองสดแปร๊ด เป็นแบบ sport กันน้ำ ปีพ.ศ.นั้นจัดว่าล้ำจัดว่าเท่มั๊กมาก


ภาพประกอบ Sony Walkman Sport

เมื่อได้ Walkman ระดับ Top มา ก็ต้องหาเทปเพลงที่ Sound ดนตรีดีๆระดับสุดๆมาเล่นถึงจะคู่ควร เรียกว่าที่มีอยู่แล้วบางม้วนก็เอาไม่อยู่คุณภาพไม่ดีพอ ต้องหาซื้อประเภทเนื้อเทปเกรด A มาฟังจึงจะสะใจ
เพราะครั้งนี้ไม่ได้ฟังแค่เพลง แต่เป็นการฟังทุกเสียงทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในนั้น จนเทปจำนวนเป็นพันกองกันสูงท่วมหัวไม่มีที่จะเก็บ คราวนี้เพลงเจ็บๆที่วิทยุไม่จัดผมก็ไม่ง้อ ก็เพราะสามารถหาซื้อมาฟังเองได้สะดวก และฟังเพราะฟังดีกว่าที่ฟังจากคลื่น FM

Walkman พาผมเดินเตลิดกลับไปในยุคดนตรีของรุ่นพี่รุ่นพ่อรุ่นปู่ ยุคไหนเพลงอะไรที่ผมเกิดไม่ทัน ผมก็ดั้นด้นหาซื้อมาฟังจนเพลิดเพลินใจ เอ่ยชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว

มันพาผมไปรู้จักกับศิลปินระดับโลกอย่าง Elvis และ The Beatles รวมทั้งศิลปินเบอร์รองๆของยุคนั้นอีกเพียบ
และมันยังพาผมไปรู้จักกับศิลปินร่วมยุคกับผมอีกมากหน้าหลายวงที่วิทยุไม่เคย แนะนำ หรือที่ผมรู้จักเอาเองจากแมกกาซีนทันสมัยที่กูรูหูเทพหูทิพย์เค้าหยิบยกมา แนะนำ


ภาพประกอบ Elvis Presley (ซ้าย) และ The Beatles (ขวา)

ขนาดแม้เพลงลูกทุ่งผมก็ยังย้อนยุคกลับไปศึกษาหาฟังเพิ่มเติม แม้จะเก่า Sound ซ่าๆก็ต้องหาฟัง อย่าง ก้าน แก้วสุพรรณ, คำรณ สัมบุญณานนท์, ทูล ทองใจฯลฯอะไรทำนองนั้น


ภาพประกอบ ก้าน แก้วสุพรรณ (ซ้าย) ,คำรณ สัมบุญณานนท์ (กลาง) และ ทูล ทองใจ (ขวา)

เพลงบรรเลง เพลง Jazz เพลง Classic และเพลงทุกชนิดบนโลกที่น่าลองก็จะลองเท่าที่จะหาเจอ
จำได้ว่าก่อนเข้าทำงานแกรมมี่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผลงานท้ายๆที่ฟังเป็นของศิลปินกีตาร์ระดับพระกาฬ ชื่อ Al Dimeola, John Mclaughlin, Paco Delucia และศิลปินแจ๊สระดับโลกชื่อ Chic Corea


ภาพประกอบ Paco Delucia (ซ้าย) ,John Mclaughlin (กลาง) และ Al Dimeola (ขวา)

เล่ามาทั้งหมด แค่เพียงจะบอกว่าผมโชคดีที่เป็นนักฟังเพลง มีโอกาสได้ฟังเพลงหลากหลาย และฟังกันแบบสบายๆเรื่อยๆตามวัยตามธรรมชาติ ค่อยๆฟังไปทุกวันทุกคืนเป็นเดือนเป็นปี

และก็ฟังด้วย “หู”ไม่ได้ฟังด้วย “หัว” คือใช้ “ใจ”ฟังไม่ต้องใช้ “สมอง”
ไม่เครียดไม่ต้องวิเคราะห์ จึงไม่ค่อยต้องฝืนหรือactท่าฟัง ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็จะไม่ฟัง ฟังแบบคนฟังที่เป็นคนซื้อแฟนเพลง ไม่ได้ฟังแบบคนแต่งคนเขียนเพลงหรือพวกเซียนนักวิจารณ์

ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมมีอาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ไม่อดตายเอามาใช้ทำงานมีรายได้เลี้ยงชีพ เป็นหัวหน้าค่ายคอยฟังเพลงตรวจเพลง ทำตัวเสมือนว่าเป็นแฟนๆของวงทุกๆวง ก่อนที่เพลงแต่ละเพลงจะถูกนำออกเสนอ
โดยใช้สัญชาตญาณแบบคนฟัง เข้าไปนั่งในหัวใจเขา แค่นี้ก็จะรู้ว่าเพลงไหนจะดัง เพลงไหนจะดับ เพลงไหนดี เพลงไหนยี้

เห็นประโยชน์การเป็นนักฟังบ้างรึยัง ถ้าเห็นแล้วก็พยายามทำใจกว้างๆฟังเพลงให้เยอะๆถึงเยอะที่สุด ใครยิ่งฟังมากก็ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งถ้าจะมามีอาชีพแถวๆนี้ก็ต้องเป็นนักฟังเพลงเป็น Music lover ตัวจริงก่อน
ที่สำคัญต้องฟังด้วยใจ และต้องหัดฟังความเห็นคนอื่นไว้ด้วยก็จะดี จะได้นำมาพัฒนางานตัวเอง
ก็ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงมากๆ แล้วพบกันหลังปีใหม่นะครับ


Blog Author

|: ความคิดเห็น :|

Your email address will not be published. Required fields are marked *